ประโยชน์ของผักแต่ละสีมีประโยชน์อะไรบ้าง

อย่างที่เราทราบกันดีว่าผักนั้นมีประโยชน์มีทั้งวิตามินและเกลือแร่และแร่ธาตุต่างๆอีกมากมายการกินผักนอกจากเราจะได้สารอาหารจากผักแล้วเส้นใหญ่จากผักยังจะช่วยให้เราไม่พบกับปัญหาท้องผูกอีกด้วยหลายคนในปัจจุบันมักจะไม่นิยมกินผักส่วนใหญ่ไม่ชอบเพราะเด็กเด็กคุณพ่อคุณแม่จะไม่ได้บังคับให้กินและเมื่อโตขึ้นมาก็มักจะไม่ยอมกินผักในรูปแบบของการแปรรูปเป็นแบบอื่นไม่ว่าจะเป็นผักในรูปแบบของทำเป็นเมล็ดยาหรือทำเป็นน้ำผักแต่การกินผักที่ดีที่ถูกต้องนั้นควรจะกินผักที่เป็นลำต้นที่มีใบถึงจะได้สารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงเรามาดูกันว่าผักมีหลายชนิดแต่ละชนิดก็มีหลายสีคุณเคยรู้หรือไม่ว่าสีของผักแต่ละชนิดมีประโยชน์เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

วันนี้เราจะมาแนะนำข้อมูลเหล่านี้ให้ทราบกัน  

1 สีแรกที่แนะนำเลยคือสีเขียวซึ่งเป็นสีที่เราเห็นกันได้โดยทั่วไปผักสีเขียวจะช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้ดีช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระผักสีเขียวที่เราเห็นที่กินง่ายเช่นผักตำลึงผักคะน้าผักบล็อกโคลี ผักบุ้งหรือแม้แต่ผักกาดเป็นต้นถ้าพรุ่งนี้หาซื้อได้ง่ายทั้งตามตลาดสดและตามห้างสรรพสินค้าราคาไม่สูงมากนักกินง่ายอร่อยและสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง

2 ผักสีม่วงเราจะเห็นผักสีม่วงได้จากกะหล่ำปีสีม่วงหรือมะเขือม่วงซึ่งผักชนิดนี้ไม่ค่อยนิยมนำมากินกันเพราะค่อนข้างหาซื้อยากจะหาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าเท่านั้นตามตลาดสดมักจะไม่ค่อยมีมาขายแต่คุณสมบัติของผักสีม่วงนั้นช่วยในเรื่องของการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและยังช่วยป้องกันอันตรายที่มาสะสมอยู่ในเส้นเลือดได้ดีอีกด้วย

3 ผักสีขาวโดยมากแล้วเราจะเห็นผักสีขาวเช่นผักกาดขาวหรือพวกผักหัวไชเท้าส่วนใหญ่แล้วนำทางพรุ่งนี้มาใช้เป็นส่วนประกอบในการทำอาหารเช่นน้ำซุปผักที่มีสีขาวจะไม่มีกินเหม็นเขียวทำให้ทานได้ง่ายและคุณประโยชน์ของผักสี่นี้คือช่วยในเรื่องของการย่อยอาหารและต้านทานเชื้อโรคของมะเร็ง

4 ผักสีส้ม ซึ่งผักสีนี้จะได้แก่  แครอทซึ่งเราสามารถนำแครอทมาเป็นส่วนผสมในการประกอบอาหารเช่นการผัดผักหรือสีส้มจากฟักทองซึ่งโดยส่วนมากแล้วเราสามารถนำฟักทองมาต้มกินธรรมดาหรือใช้แกงกับหมูก็อร่อยได้เหมือนกัน

5 และสุดท้ายผักสีแดงซึ่งเราจะพบได้จากมะเขือเทศและพริกหวานสำหรับข้อดีของพรรคสีแดงนั้นจะช่วยในเรื่องของการไม่ให้เราแก่เร็ว

 

ขอบคุณ ชุดตรวจเอดส์ ซื้อที่ไหน  ที่ให้การสนับสนุน

หูหนวกตั้งแต่กำหนดเกิดจากอะไร

การเป็นหูหนวกตั้งแต่กำหนดเกิดจากอะไร

          คนเราเกิดมาไม่ได้โชคดีมีอวัยวะครบ 32  ประการกันทุกคนบางคนโชคดีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง แต่บางคนก็โชคร้ายเกิดมาพร้อมกับความผิดปกติของร่างกาย ทั้งความผิดปกติจากภายนอกที่มองเห็นได้เลยเช่น ความผิดปกติด้านปากแหว่ง หรือความผิดปกติด้านตาบอดตั้งแต่กำเนิด ส่วนบางคนมีคนผิดปกติจากภายใน เช่น ลิ้นหัวใจรั่ว หรือบางคนอาจมีความผิดเกี่ยวกับการได้ยินนั่นก็คืออาการหูหนวกนั่นเอง ซึ่งอาการหูหนวกนี้ สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่ หรืออาจจะเพิ่งมาเป็นหลังจากที่แม่คลอดออกมาแล้ว และแต่ละอย่างก็มีหลายสาเหตุด้วยกัน

โดยบทความนี้จะมาพูดถึงสาเหตุความผิดปติของหูตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เพื่อจะได้หาแนวทางบ้างกันได้ 

สำหรับความผิดปกติทางการได้ยินตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่นั้น มีด้วยกันหลายสาเหตุ 

    รู้หรือไม่ว่าอาการหูหนวกมีผลมาจากกรรมพันธุ์  ถ้าหากบรรพบุรุษมีใครเคยหูหนวกมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น ปู่ ย่า ตา ยาย หรือพ่อ และแม่ ลูกหรือหลานที่ออกมาก็จะมีความเสี่ยงที่จะมีความผิดปกติทางด้านการได้ยินได้ หรืออาจเป็นโรคหูหนวกได้นั่นเอง  ทั้งนี้ลูกหรือหลานที่เกิดมาแล้วเป็นโรคหูหนวก อาจจะมีพ่อ หรือแม่คนใดคนหนึ่งที่หูหนวกก็ได้ แต่ถ้าหากทั้งพ่อและแม่มีอาการหูหนวกทั้งคู่โอกาสที่ลูกจะหูหนวกจะมีความเสี่ยงสูงมากกว่า

    ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กหูหนวกตั้งแต่ในท้อง นั้นก็เพราะว่าขณะที่ตั้งครรภ์แม่อาจจะพบปัญหาด้านสุขภาพระหว่างการตั้งครรภ์ซึ่งจะส่งผลกระทบไปถึงลูกน้อย

      –    ตอนที่กำลังท้องแม่อาจะได้รับการกระทบกระเทือนที่ท้องอย่างรุนแรง เช่น ถูกรถชน  มีของกระแทกที่ท้อง แล้วส่งผลไปถึงอวัยวะการได้ยินของลูกในครรภ์เมื่อคลอดออกมาลูกก็จะมีความพิการด้านการได้ยิน

      – หรือมีความผิดปกติของอวัยวะตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่ เช่น เด็กอาจไม่มีใบหู หรือมีแต่ใบหูเล็กเกินไป ส่งผลกับการได้ยินเหมือนกัน หรืออีกช่วงในขณะที่กำลังคลอดออกมา อาจจะคลอดออกมาผิดท่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อการได้ยินได้เช่นกัน

     – หรือบางครั้งตอนที่แม่ตั้งท้องอาจป่วยแล้วติดกินยาเพื่อรักษาตัวและยาตัวนั้น มีผลต่อระบบการได้ยินของทารกในครรภ์

และที่สำคัญขณะที่ท้องจะมีโรคบางชนิดที่หากแม่ได้รับเชื้อตอนที่ท้องในช่วง 1-3 เดือนแรกจะมีผลต่อการได้ยินของทารก เช่นโรคหัดเยอรมัน

           จะเห็นได้ว่าสาเหตุอาการผิดปกติจากการที่ไม่ได้ยินเสียงมีมากมายหลายสาเหตุ ดังนั้นในขณะที่ตั้งครรภ์ คุณแม่ต้องดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองเป็นอย่างดีเพราะทุกอย่างที่คุณแม่กินหรือทำจะมีผลต่อลูกในท้องทั้งสิ้น

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย เครื่องช่วยฟัง

ภาวการณ์หยุดหายใจขณะที่กำลังหลับเป็นอย่างไร


สภาวะหยุดหายใจขณะที่กำลังนอนหลับ เป็นภาวการณ์ที่มีการหยุดหายใจระยะสั้นๆ บ่อยๆ ในขณะนอน อาการนี้เกี่ยวโยงกับปัญหาหลายประเภทของเส้นเลือดหัวใจ และก็หนึ่งในปัญหานั้นเป็น ภาวะความดันโลหิตสูง หากว่ายังไม่มีหลักฐานรับรองว่า สภาวะนี้นำไปสู่ความดันเลือดสูง หรือในทางตรงกันข้าม แต่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกันระหว่างภาวการณ์นี้ทั้งคู่ ที่ผู้เจ็บป่วยชอบมีลักษณะอาการไปพร้อมเพียงกัน และก็ยังมีหลักฐานการันตีว่า ผู้เจ็บป่วยที่มีสภาวะหยุดหายใจขณะที่กำลังหลับ มีการเสี่ยงสูงขึ้นมากยิ่งกว่าที่จะเกิดภาวะภาวะความดันโลหิตสูง ในขณะหลับ

เมื่อคุณหยุดหายใจชั่วครู่ จำนวนออกซิเจนภายในร่างกายจะลดน้อยลง ซึ่งกระตุ้นการตื่นตัวของสมอง เมื่อเกิดภาวะนี้ สมองจะสั่งไปยังระบบประสาท ให้เส้นโลหิตบีบตัว เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของออกสิเจนไปยังอวัยวะสำคัญ พูดอีกนัยหนึ่งหัวใจแล้วก็สมอง ปฏิกิริยานี้ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น รวมทั้งเพิ่มภาระหน้าที่ให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานมากขึ้น กลไกที่ว่านี้กำเนิดซ้ำหลายๆ ครั้งในเวลากลางคืนขณะหลับ เพราะว่าภาวการณ์หยุดหายใจขณะที่กำลังหลับ ในบางครั้ง เมื่อคนไข้ตื่นเพราะหยุดหายใจ ร่างกายจะตกอยู่ในภาวการณ์เคร่งเครียด รวมทั้งจะสนองตอบโดยการหลั่งฮอร์โมน ที่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจมากขึ้น และก็เส้นโลหิตขยายตัว ส่งผลให้เกิดความดันเลือดสูง เมื่อเกิดภาวะนี้บ่อยๆ ในเวลากลางคืน ความดันโลหิตสูงและร้ายแรงขึ้นตามไปด้วย

เป็นที่น่าสังเกตว่า การหยุดหายใจนั้นใช้ระยะเวลาเพียงไม่กี่วินาทีจนถึงขึ้นหลายนาที รวมทั้งอาการจะเกิดขึ้นสูงสุดถึง 30 ครั้ง หรือมากยิ่งกว่า ในช่วงเวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วโมง อาการนี้มีผลต่อประสิทธิภาพการนอนของคนป่วย ซึ่งบางทีอาจทำให้เกิดโทษและส่งผลเสียรวมทั้งไม่ดีต่อภาวการณ์ทางร่างกายแล้วก็จิตใจของคนไข้ สำหรับคนไข้ที่ได้รับการตรวจวิเคราะห์ว่า มีความดันโลหิตสูง อาการหยุดหายใจขณะกำลังนอนหลับ จะมีผลให้สภาวะความดันร้ายแรงมากยิ่งขึ้น ถ้าหากมิได้รับการดูแลและรักษาอย่างทันทีทันควัน

แนวทางต่อสู้กับการหยุดหายใจขณะที่กำลังนอนหลับและก็ภาวะความดันโลหิตสูง
แม้คุณอยู่ระหว่างการดูแลรักษาความดันโลหิตสูง นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงการทานอาหาร บริหารร่างกายเป็นประจำ หรือการกินยาแล้ว คุณควรจะเข้ารับการตรวจ เพื่อวิเคราะห์สภาวะหยุดหายใจขณะที่กำลังหลับด้วย หนึ่งในแนวทางการรักษาความดันโลหิตสูงก็คือ การดูแลรักษาสภาวะหยุดหายใจขณะที่กำลังนอนหลับ จากผลการศึกษาจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นว่า สภาวะหยุดหายใจขณะที่กำลังหลับไม่เฉพาะแต่จะมีผลให้ภาวะความดันโลหิตสูงในเวลากลางคืนเพียงแค่นั้น แต่ว่ายังเพิ่มระดับความดันเลือดในตอนกลางวันอีกด้วย การดูแลและรักษาสภาวะหยุดหายใจขณะที่กำลังหลับ สามารถจัดแจงกับสภาวะปัญหาที่เกิดจากทางการนอน แล้วก็ความดันโลหิตสูง เพื่อประสิทธิภาพของสุขภาพโดยรวมที่ดียิ่งขึ้น

ถ้าเกิดคุณมีความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว คุณควรจะเข้ารับการวัดอาการหยุดหายใจขณะที่กำลังหลับ ถ้าเกิดคุณไม่มีอาการภาวะความดันโลหิตสูง แม้กระนั้นมีสัญญาณที่บ่งบอกถึงภาวการณ์หยุดหายใจขณะที่กำลังหลับ คุณก็ควรจะเข้ารับการตรวจ รวมทั้งการเข้ารับการดูแลรักษาอาการเป็นเรื่องที่ควรทำโดยด่วน เพื่อป้องกันปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆ ที่บางทีอาจตามมาในระยะยาว

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเบาหวาน

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1

ไม่ต้องแปลกใจหากจู่ๆ คุณก็พึ่งพบว่าตัวเองเป็นโรคเบาหวานตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะว่าในปัจจุบันก็มีผู้คนทั้งที่รู้และไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้อยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากอาการของโรคเบาหวานก็จะคล้ายๆ อาการของการเวียนหัว จะเป็นลม ทั่วไปซึ่งแยกยาก แต่วันนี้เราจะมาแนะนำอาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ให้ทุกคนทราบกัน และลองเช็คตัวเองดู
เวลาที่ผู้ป่วยเพิ่งเริ่มเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 พวกเขามักจะมีอาการดังต่อไปนี้
• ปัสสาวะบ่อย เพราะน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงทำให้ร่างกายพยายามขับกลูโคสออกมาทางปัสสาวะ
• ดื่มน้ำมากขึ้น
• กินเยอะ เพราะโรคเบาหวานทำให้ร่างกายไม่ได้รับพลังงานในรูปแบบน้ำตาล จึงทำให้รู้สึกหิวเพื่อหาพลังงานอื่นๆ มาทดแทน
• น้ำหนักลด เนื่องจากร่างกายเริ่มนำไขมัน และกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงาน
• รู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา
• พบเชื้อราในช่วงคลอด ในเด็กผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โดยส่วนใหญ่จะพบเมื่อมาตรวจวินิจฉัยโรค
หากไม่สามารถสังเกตพบอาการเหล่านี้ และไม่ได้รับการรักษา จะมีการสะสมสารเคมีในเลือดที่ทำให้ร่างกายมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจและอาจหมดสติได้ แพทย์เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะคิโตซิส Diabetic Ketoacidosis (DKA)
หากมีอาการเหล่านี้ ไม่ต้องกังวลไป แต่ให้รีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาจะดีที่สุด เพื่อให้สามารถควบคุมอาการของโรคได้ เพราะหากไม่มีการควบคุม ก็มีโอกาสถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย ทั้งนี้การตรวจรักษาแพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้จากการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด หากสงสัยว่า เป็นโรคเบาหวาน จะส่งตัวผู้ป่วยไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ

มะเร็งลำไส้ใหญ่ กับสัญญาณอันตรายของโรค

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปกติมะเร็งลำไส้ใหญ่ และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับต้นๆ ของหลายประเทศทั่วโลก ด้วยวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของประชากรส่งผลให้แนวโน้มอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ และไส้ตรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำมาสู่สาเหตุการตาย และปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี

ประเทศไทยมีแนวโน้มผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงติดอันดับเป็น 1 ใน 5 ของโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในคนไทย โดยทั้งนี้อัตราการเกิดโรคก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ปัจจุบันพบมากเป็นอันดับ 3 ในเพศชาย และอันดับ 4 ในเพศหญิง แต่ละปีจะมีผู้ป่วยรายใหม่ 12,467 คน เป็นเพศชาย 6,874 และเพศหญิง 5,593 คน และมีผู้เสียชีวิตกว่า 4,700 คนต่อปี

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดจากการเกิดติ่งเนื้อในลำไส้ และพัฒนาไปเรื่อยๆ จนเกิดเป็นมะเร็งโดยเริ่มจากการใช้ระยะเวลาประมาณ 10-15 ปี มะเร็งลำไส้ใหญ่ และโดยที่อาการของไส้ตรงมักจะไม่มีอาการในระยะเริ่มแรกของโรค จะมีอาการเมื่อโรคลุกลามมากขึ้นจนถึงระยะสุดท้าย ส่งผลทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

สาเหตุของมะเร็งลำไส้

  1. รับประทานอาหารไขมันสูง
  2. อาหารฟาสต์ฟูดต่างๆ
  3. อาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม
  4. อาหารจากน้ำมันทอดซ้ำ
  5. เนื้อสัตว์แปรรูป
  6. สูบบุหรี่
  7. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  8. ขาดการออกกำลังกาย
  9. ภาวะอ้วนน้ำหนักเกิน
  10. มีประวัติครอบครัวหรือตนเองเป็นติ่งเนื้อในลำไส้
    เป็นต้น

3 สัญญาณอันตราย อาการ “มะเร็งลำไส้”

  1. ถ่ายอุจจาระผิดปกติ มีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง ถ่ายไม่สุด ถ่ายเป็นมูกหรือมูกปนเลือด หรืออาจถ่ายเป็นเลือดสด
  2. ขนาดลำอุจจาระเล็กลง
  3. มีอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด จุกเสียด
    เป็นต้น

นอกจากนี้แล้ว ถึงแม้ว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงจะพบมากจนกระทั่งติด 1 ใน 5 โรคมะเร็งในไทย แต่มะเร็งก็สามารถทำการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหามะเร็งในระยะเริ่มแรกได้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการรักษาได้ผลดีและที่สำคัญ คือ มีโอกาสที่จะหายจากการป่วยเป็นโรคสูง โดยผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และไส้ตรงโดยการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระปีละครั้ง ทั้งนี้หากอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อได้รับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ กรณีพบติ่งเนื้อหรือความผิดปกติในลำไส้ใหญ่แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อบริเวณดังกล่าวเพื่อวินิจฉัยต่อไป

คอเลสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อการเกิดโรคอะไรบ้าง

แพทย์แนะอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน ควรเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมัน อาหารที่มันและทอด เน้นอาหารที่ทำจากพืชผัก หรือเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น ปลา และปรุงอาหาร ต้ม นึ่ง ยำ แทนการใช้น้ำมันเพื่อสุขภาพที่ดีห่างไกลโรคร้าย

คอเลสเตอรอล คืออะไร?
นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า คอเลสเตอรอล คือไขมันชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อที่นำไปใช้ในกระบวนการสร้างเซลล์ต่างๆ แต่หากมีระดับคอเลสเตอรอลมากเกินไปจะมีความเสี่ยง ทำให้เกิดโรค เพราะคอเลสเตอรอลจะไปเกาะบริเวณผนังหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง

อาหารคอเลสเตอรอลสูง
สำหรับอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงจะพบในเนื้อสัตว์ติดมัน ของทอด ของหวานที่มีส่วนผสมครีม เนย ชีส เป็นต้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงโดยเน้นการทานอาหารที่ทำจากพืชผัก หรือเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น ปลา เน้นการปรุงอาหาร ต้ม นึ่ง ยำ แทนการใช้น้ำมันเพื่อสุขภาพที่ดีห่างไกลโรคร้าย

อันตรายจากคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
นายแพทย์สุกรม ชีเจริญ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเสริมว่า การทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ทำให้เกิดอันตรายมากกว่าที่ประชาชนคิด ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง อาจเป็นอันตรายต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด อาทิ โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งโดยปกติไม่ควรรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลมากกว่า 300 มก.ต่อวัน

วิธีลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย

  1. ลดการรับประทานเนื้อติดมัน อาหารปิ้งย่าง อาหารทะเล อาหารทอด เบเกอรี่ ขนมหวาน ไม่ควรทานเยอะจนเกินความจำเป็น
  2. ควรออกกำลังกาย เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน
  3. ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป นอกจากทำลายตับแล้ว ก็ยังส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลได้
  4. งดการสูบบุหรี่ สารเคมีจากบุหรี่เป็นตัวการสำคัญที่เข้าไปขัดขวางการทำงานของคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี ทำให้คอเลสเตอรอลส่วนเกินไม่สามารถลำเลียงไปยังตับได้ เป็นเหตุให้หลอดเลือดตีบเนื่องจากการสะสมของคอเลสเตรอลที่ผนังหลอดเลือดและกลายเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็งในที่สุด

รู้ทันภาวะข้อไหล่ติดยึด

ข้อไหล่ เป็นข้อต่อที่สำคัญอันหนึ่งของร่างกาย ข้อไหล่ประกอบไปด้วย กระดูกหัวไหล่ Humerus และ กระดูกเบ้าหัวไหล่ Glenoid ซึ่งลักษณะทางกายภาพนั้นจะคล้ายกับ ลูกกอล์ฟบนแท่นที ความมั่นคงของข้อไหล่จึงต้องอาศัยเยื่อหุ้มข้อไหล่ เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อโดยรอบเพิ่อให้สามารถขยับได้ตามต้องการ เช่น การเอื้อมหยิบของเหนือศรีษะ การอ้อมแขนเกาหลัง หรือ การใส่เสื้อผ้า

ภาวะข้อไหล่ติดยึด

ภาวะข้อไหล่ติดยึด สามารถพบได้บ่อยในช่วงวัยกลางคน พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยมักจะมีอาการปวดบริเวณหัวไหล่ ทำให้มีความลำบากในการทำกิจกรรมประจำวัน เช่น สวมเสื้อ เกาหลัง หรือทำให้มีอาการปวดหัวไหล่เวลานอน อาจแบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆได้แก่

Primary Stiff Shoulder คือ ภาวะข้อไหล่ติดยึดโดยไม่มีสาเหตุ

Secondary Stiff Shoulder คือ ภาวะข้อไหล่ติดยึดโดย เกิดจากพยาธิสภาพในข้อไหล่ เช่น จากอุบัติเหตุเกี่ยวกับหัวไหล่ หรือ จากโรคบางชนิด เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ โรคไต โรคหัวใจ ฯลฯ

ระยะข้อไหล่ติดยึด

การดำเนินโรคข้อไหล่ติดยึดนั้นมี 3 ระยะ

  • ระยะอักเสบ (Inflammatory Phase)
  • ระยะข้อยึดติด (Frozen Phase)
  • ระยะคลายตัว (Thal Phase)

การวินิฉัยภาวะข้อไหล่ติดยึดนั้น นอกจากการซักประวัติ ตรวจร่างกายแล้ว ต้องมีการส่ง X Ray, Ultrasound หรือ MRI เพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดของการติดยึด เพื่อการวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง

การรักษาภาวะข้อไหล่ติดยึด

การรักษาแบ่งได้เป็น 2 แบบได้แก่

การรักษาโดยไม่ผ่าตัดได้แก่

  • การทานยา
  • การฉีดยา steroid
  • การทำกายภาพบำบัดเพิ่มวิสัยการเคลื่อนไหวข้อไหล่

 

การรักษาโดยการผ่าตัด เมื่อได้ทำการรักษาแบบไม่ผ่าตัดมาอย่างน้อย 6-12เดือนแล้วยังมีภาวะไหล่ติดยึดอยู่แล้วเป็นปัญหาในการทำกิจวัตรประจำวันจึงจะพิจารณาการรักษาโดยการผ่าตัด ปัจจุบันมีการรักษาแบบ

  • ส่องกล้องข้อไหล่ ซึ่งได้ผลดีและมีการฟื้นตัวได้เร็ว ทำให้การรักษาภาวะข้อไหล่ติดยึดนั้นไม่น่ากลัวอีกต่อไป

โดยปกติแล้ว ภาวะไหล่ติดยึดโดยไม่มีสาเหตุนั้น สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ แต่ถ้าเป็นข้อไหล่ติดยึดโดยมาสาเหตุ เช่น เส้นเอ็นไหล่ฉีกขาดหรือมีความผิดปกติของกระดูกหัวไหล่ต้องรักษาที่ต้นตอนั้นๆ

ผลิตภัณฑ์จาก SERGIS ที่มาแรงที่สุดในขณะนี้

ผลิตภัณฑ์จาก SERGIS เป็นผลิตภัณฑ์ของสมุนไพรที่เอาไว้บำรุงตับ และเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่มาแรงที่สุดในขณะนี้ เพราะได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคที่่รักสุขภาพทั่วโลก

การที่เป็นโรคตับอักเสบแบบเฉียบพลันจะไม่เหมือนกับโรคตับอักเสบแบบอื่นๆ คือ จะแสดงอาการออกมาให้เรารู้ตัวแล้วเมื่อเราไปหาหมอ ก็ทานยาตามที่หมอสั่งหรือ ทางวิตามินทั่วไปก็จะหายเองได้

แต่ถ้าเป็นโรค 4 โรค ไวรัสบี ไวรัสซี แอลกอฮอล์ ไขมันตับ ตามนี้ จะไม่เหมือนกัน คือเป็นแล้วจะไม่หาย โรคเหล่านี้จะแอบไปเรื่อยๆ อยู่กับตัวของคุณ 10 ปี 20 ปี ก็ไม่หาย จะแฝงตัวอยู่ภายในไม่ให้ตุณรู้ตัวว่ามีโรคนี้อยู่ ถ้าไม่ตรวจก็จะไม่เจอเลยก็ว่าได้ และ เมื่อเป็นแบบนี้ไปนานๆ

สิ่งที่จะตามมาก็คือภาวะโรคตับแข็ง แต่การที่จะเป็นโรคตับอักเสบเฉียบพลันนั้น จะหายทุกคน ถ้าบางคนเกิดเป็นแบบรุนแรงก็อาจจะถึงกับความตายได้ ขึ้นอยู่กับการที่คุณเป็นแล้วไปหาหมอทันเวลาหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นคนที่เสพติดการกินยาสมุนไพร หรือ เชื่อว่ายาสมุนไพรนั้นทานเข้าไปแล้วจะทำให้ร่างกายของคุณดี แข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วยอะไร และ คุณก็ตะบีตะบัน กินไปเรื่อยๆ ไม่มีการหยุดพักซัก เดือนเลย คุณรู้ไหมว่าการกระทำแบบนี้จะทำให้ค่าเอ็มไซตับ หรือ เรียกง่ายๆว่าค่าตับเพิ่มขึ้น และ ค่านี้จะเป็นเหมือนกับ มอนิเตอร์การทำงานของตับ ยิ่งค่านี้เยอะ แปลว่าตับของคุณทำงานหนักมากๆ

ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับคุณน้ำสารๆอาหารต่างๆไปเข้าโรงงานที่เรียกว่าตับ ซึ่งเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง คุณนำสารอาหารให้ตับไปตรวจสอบอยู่ตลอดโดยไม่มีเดือนไหน ให้โรงงานตับแห่งนี้ได้หยุดพักแลย จึงทำให้ตับทำงานอยู่ตลอดเวลาถึงตับจะเป็นอวัยวะที่อดทนมากแค่ไหน วันนึงตับก็พังได้ เหมือนคุณเปิดเครื่องยนต์เครื่องนึงทำงานตลอด บ้างที่เครื่องยนต์นั้นก็ร้อน และ ถ้าคุณไม่ได้ทำการปิดพักให้กับเครื่องยนต์นั้น ก็จะทำให้พังได้เหมือนกัน

รู้ทันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคหนองใน เกิดจากเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดอาการระคายเคือง แสบขัดเวลาปัสสาวะ และมีหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ อาจจะทำให้เกิดการอักเสบในช่องท้อง หรือเป็นหมันหากไม่ได้รับการรักษา

โรคหนองในเทียม ทำให้มีอาการแสบปลายท่อปัสสาวะ ปัสสาวะขัดและมีหนองไหล และมีมูกออกเล็กน้อยโดยเฉพาะในช่วงเช้า ส่วนผู้หญิงอาจมีอาการตกขาวผิดปกติ
โรคแผลริมอ่อน ทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ บวม และเจ็บ บางคนมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบหรือที่ชาวบ้านเรียกไข่ดันบวม หากไม่รักษาหนองจะแตกออกจากต่อมน้ำเหลือง มักมีหลายแผล ขอบแผลนุ่มและไม่เรียบ ก้นแผลสกปรกมีหนอง มีเลือดออกง่าย เวลาสัมผัสเจ็บปวดมาก

โรคเริมที่อวัยวะเพศ เกิดจากเชื้อไวรัส มีอาการปวดแสบบริเวณขา ก้น หรืออวัยวะเพศ มีผื่นเป็นตุ่มน้ำใส แผลหายได้เองใน 2-3 สัปดาห์ แต่เชื้อยังอยู่ในร่างกาย และจะกลับมาเป็นใหม่เมื่อร่างกายอ่อนแอ

โรคหูดหงอนไก่ เกิดจากไวรัส ลักษณะเป็นติ่งเนื้ออ่อน ๆ สีชมพูคล้ายหงอนไก่ ชอบขึ้นที่อุ่นและอับชื้น ในผู้ชายมักพบที่บริเวณใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย ท่อปัสสาวะ และอัณฑะ ส่วนผู้หญิงจะพบที่ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ปากทวารหนัก และฝีเย็บ การตั้งครรภ์จะทำให้หูดโตเร็วกว่าปกติ ถ้าไม่รีบรักษาจะเป็นมากขึ้นและยากต่อการรักษา และทารกอาจติดเชื้อได้ขณะคลอด

โรคซิฟิลิส เป็นโรคอันตรายและเรื้อรัง สามารถเป็นติดต่อยาวนานกว่า 2 ปี เริ่มแรกจะเป็นก้อนแข็ง แต่ไม่เจ็บที่บริเวณอวัยวะเพศ หากไม่รักษาจะกลายเป็นระยะที่สองที่เรียกว่า เข้าข้อหรือออกดอก ถ้าทิ้งไว้นานจะทำให้เกิดโรคในระบบอวัยวะต่างๆ ของร่างกายหลายระบบ ทั้งซิฟิลิสระบบหัวใจและหลอดเลือด ซิฟิลิสระบบประสาท ที่สำคัญคือมารดาที่เป็นโรคซิฟิลิสจะถ่ายทอดเชื้อโรคสู่ทารกในครรภ์ได้

โลน เกิดจากแมลงตัวเล็กที่เรียกว่า pediculosis pubis อาศัยอยู่ที่ขนหัวเหน่า ไข่โลนมีสีขาวรูปร่างรี มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ส่วนตัวโลนเมื่อกินเลือดเต็มที่จะออกสีน้ำตาล ชอบไชตามรากขนอ่อน ดูดเลือดคนเป็นอาหาร ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการคัน เมื่อเกาจะทำให้เชื้อแพร่ไปยังบริเวณอื่น ติดต่อได้จากการสัมผัสทางเพศกับผู้ป่วย หรือใช้กางเกงในร่วมกัน

ไม่อ้วนไม่ผอม รู้จักควบคุมน้ำหนัก

การรักษาน้ำหนัก

อาหารที่เรารับประทานเข้าไป จะใช้เป็นพลังงานในการดำเนินชีวิต เช่นใช้หล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ใช้ในการเดิน การหายใจ การทำงาน แต่ถ้าหากเรารับประทานอาหาร ที่มีพลังงานมากกว่า ที่เราใช้ส่วนเกินของพลังงาน จะสะสมในรูปไขมัน ผลทำให้น้ำหนักท่านเพิ่ม

ท่านผู้อ่านควรที่จะรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกต ิคือดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 20-20 กก./ตารางเมตร หากต่ำกว่านี้ร่างกายอาจจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หากมากกว่านี้อาจจะทำให้เกิดโรคต่างๆเช่น โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง

โรคอ้วนทำให้เกิดโรคอะไร

คนอ้วนมักจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรค ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนั้นโรคอ้วนยังเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งได้หลายชนิด

การลดน้ำหนัก

วิธีลดน้ำหนักที่ดีที่สุดคือการลดพลังงานจากอาหาร และการออกกำลังกายหรืออาจจะทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน

  1. ลดพลังงานจากอาหาร
  • รับประทานอาหารพวกผักผลไม้ให้มาก ไม่ปรุงอาหารด้วยไขมัน
  • ลดอาหารไขมัน เช่นอาหารทอด ผัด เช่นปาท่องโก๋ กล้วยทอด ไก่ทอด ฟิซซ่า โรตี กะทิ
  • ดื่มนมพร่องมันเนย งดเนย
  • ลดการบริโภคน้ำตาล ของหวาน
  • ลดสุรา

2. การออกกำลังกาย

  • ใช้การเดินแทนการนั่งรถ
  • ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์
  • ไปเล่นกับลูก ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน