มะเร็งลำไส้ใหญ่ กับสัญญาณอันตรายของโรค

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปกติมะเร็งลำไส้ใหญ่ และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับต้นๆ ของหลายประเทศทั่วโลก ด้วยวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของประชากรส่งผลให้แนวโน้มอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ และไส้ตรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำมาสู่สาเหตุการตาย และปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี

ประเทศไทยมีแนวโน้มผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงติดอันดับเป็น 1 ใน 5 ของโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในคนไทย โดยทั้งนี้อัตราการเกิดโรคก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ปัจจุบันพบมากเป็นอันดับ 3 ในเพศชาย และอันดับ 4 ในเพศหญิง แต่ละปีจะมีผู้ป่วยรายใหม่ 12,467 คน เป็นเพศชาย 6,874 และเพศหญิง 5,593 คน และมีผู้เสียชีวิตกว่า 4,700 คนต่อปี

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดจากการเกิดติ่งเนื้อในลำไส้ และพัฒนาไปเรื่อยๆ จนเกิดเป็นมะเร็งโดยเริ่มจากการใช้ระยะเวลาประมาณ 10-15 ปี มะเร็งลำไส้ใหญ่ และโดยที่อาการของไส้ตรงมักจะไม่มีอาการในระยะเริ่มแรกของโรค จะมีอาการเมื่อโรคลุกลามมากขึ้นจนถึงระยะสุดท้าย ส่งผลทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

สาเหตุของมะเร็งลำไส้

  1. รับประทานอาหารไขมันสูง
  2. อาหารฟาสต์ฟูดต่างๆ
  3. อาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม
  4. อาหารจากน้ำมันทอดซ้ำ
  5. เนื้อสัตว์แปรรูป
  6. สูบบุหรี่
  7. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  8. ขาดการออกกำลังกาย
  9. ภาวะอ้วนน้ำหนักเกิน
  10. มีประวัติครอบครัวหรือตนเองเป็นติ่งเนื้อในลำไส้
    เป็นต้น

3 สัญญาณอันตราย อาการ “มะเร็งลำไส้”

  1. ถ่ายอุจจาระผิดปกติ มีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง ถ่ายไม่สุด ถ่ายเป็นมูกหรือมูกปนเลือด หรืออาจถ่ายเป็นเลือดสด
  2. ขนาดลำอุจจาระเล็กลง
  3. มีอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด จุกเสียด
    เป็นต้น

นอกจากนี้แล้ว ถึงแม้ว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงจะพบมากจนกระทั่งติด 1 ใน 5 โรคมะเร็งในไทย แต่มะเร็งก็สามารถทำการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหามะเร็งในระยะเริ่มแรกได้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการรักษาได้ผลดีและที่สำคัญ คือ มีโอกาสที่จะหายจากการป่วยเป็นโรคสูง โดยผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และไส้ตรงโดยการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระปีละครั้ง ทั้งนี้หากอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อได้รับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ กรณีพบติ่งเนื้อหรือความผิดปกติในลำไส้ใหญ่แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อบริเวณดังกล่าวเพื่อวินิจฉัยต่อไป

คอเลสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อการเกิดโรคอะไรบ้าง

แพทย์แนะอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน ควรเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมัน อาหารที่มันและทอด เน้นอาหารที่ทำจากพืชผัก หรือเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น ปลา และปรุงอาหาร ต้ม นึ่ง ยำ แทนการใช้น้ำมันเพื่อสุขภาพที่ดีห่างไกลโรคร้าย

คอเลสเตอรอล คืออะไร?
นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า คอเลสเตอรอล คือไขมันชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อที่นำไปใช้ในกระบวนการสร้างเซลล์ต่างๆ แต่หากมีระดับคอเลสเตอรอลมากเกินไปจะมีความเสี่ยง ทำให้เกิดโรค เพราะคอเลสเตอรอลจะไปเกาะบริเวณผนังหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง

อาหารคอเลสเตอรอลสูง
สำหรับอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงจะพบในเนื้อสัตว์ติดมัน ของทอด ของหวานที่มีส่วนผสมครีม เนย ชีส เป็นต้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงโดยเน้นการทานอาหารที่ทำจากพืชผัก หรือเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น ปลา เน้นการปรุงอาหาร ต้ม นึ่ง ยำ แทนการใช้น้ำมันเพื่อสุขภาพที่ดีห่างไกลโรคร้าย

อันตรายจากคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
นายแพทย์สุกรม ชีเจริญ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเสริมว่า การทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ทำให้เกิดอันตรายมากกว่าที่ประชาชนคิด ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง อาจเป็นอันตรายต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด อาทิ โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งโดยปกติไม่ควรรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลมากกว่า 300 มก.ต่อวัน

วิธีลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย

  1. ลดการรับประทานเนื้อติดมัน อาหารปิ้งย่าง อาหารทะเล อาหารทอด เบเกอรี่ ขนมหวาน ไม่ควรทานเยอะจนเกินความจำเป็น
  2. ควรออกกำลังกาย เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน
  3. ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป นอกจากทำลายตับแล้ว ก็ยังส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลได้
  4. งดการสูบบุหรี่ สารเคมีจากบุหรี่เป็นตัวการสำคัญที่เข้าไปขัดขวางการทำงานของคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี ทำให้คอเลสเตอรอลส่วนเกินไม่สามารถลำเลียงไปยังตับได้ เป็นเหตุให้หลอดเลือดตีบเนื่องจากการสะสมของคอเลสเตรอลที่ผนังหลอดเลือดและกลายเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็งในที่สุด

รู้ทันภาวะข้อไหล่ติดยึด

ข้อไหล่ เป็นข้อต่อที่สำคัญอันหนึ่งของร่างกาย ข้อไหล่ประกอบไปด้วย กระดูกหัวไหล่ Humerus และ กระดูกเบ้าหัวไหล่ Glenoid ซึ่งลักษณะทางกายภาพนั้นจะคล้ายกับ ลูกกอล์ฟบนแท่นที ความมั่นคงของข้อไหล่จึงต้องอาศัยเยื่อหุ้มข้อไหล่ เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อโดยรอบเพิ่อให้สามารถขยับได้ตามต้องการ เช่น การเอื้อมหยิบของเหนือศรีษะ การอ้อมแขนเกาหลัง หรือ การใส่เสื้อผ้า

ภาวะข้อไหล่ติดยึด

ภาวะข้อไหล่ติดยึด สามารถพบได้บ่อยในช่วงวัยกลางคน พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยมักจะมีอาการปวดบริเวณหัวไหล่ ทำให้มีความลำบากในการทำกิจกรรมประจำวัน เช่น สวมเสื้อ เกาหลัง หรือทำให้มีอาการปวดหัวไหล่เวลานอน อาจแบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆได้แก่

Primary Stiff Shoulder คือ ภาวะข้อไหล่ติดยึดโดยไม่มีสาเหตุ

Secondary Stiff Shoulder คือ ภาวะข้อไหล่ติดยึดโดย เกิดจากพยาธิสภาพในข้อไหล่ เช่น จากอุบัติเหตุเกี่ยวกับหัวไหล่ หรือ จากโรคบางชนิด เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ โรคไต โรคหัวใจ ฯลฯ

ระยะข้อไหล่ติดยึด

การดำเนินโรคข้อไหล่ติดยึดนั้นมี 3 ระยะ

  • ระยะอักเสบ (Inflammatory Phase)
  • ระยะข้อยึดติด (Frozen Phase)
  • ระยะคลายตัว (Thal Phase)

การวินิฉัยภาวะข้อไหล่ติดยึดนั้น นอกจากการซักประวัติ ตรวจร่างกายแล้ว ต้องมีการส่ง X Ray, Ultrasound หรือ MRI เพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดของการติดยึด เพื่อการวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง

การรักษาภาวะข้อไหล่ติดยึด

การรักษาแบ่งได้เป็น 2 แบบได้แก่

การรักษาโดยไม่ผ่าตัดได้แก่

  • การทานยา
  • การฉีดยา steroid
  • การทำกายภาพบำบัดเพิ่มวิสัยการเคลื่อนไหวข้อไหล่

 

การรักษาโดยการผ่าตัด เมื่อได้ทำการรักษาแบบไม่ผ่าตัดมาอย่างน้อย 6-12เดือนแล้วยังมีภาวะไหล่ติดยึดอยู่แล้วเป็นปัญหาในการทำกิจวัตรประจำวันจึงจะพิจารณาการรักษาโดยการผ่าตัด ปัจจุบันมีการรักษาแบบ

  • ส่องกล้องข้อไหล่ ซึ่งได้ผลดีและมีการฟื้นตัวได้เร็ว ทำให้การรักษาภาวะข้อไหล่ติดยึดนั้นไม่น่ากลัวอีกต่อไป

โดยปกติแล้ว ภาวะไหล่ติดยึดโดยไม่มีสาเหตุนั้น สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ แต่ถ้าเป็นข้อไหล่ติดยึดโดยมาสาเหตุ เช่น เส้นเอ็นไหล่ฉีกขาดหรือมีความผิดปกติของกระดูกหัวไหล่ต้องรักษาที่ต้นตอนั้นๆ

ผลิตภัณฑ์จาก SERGIS ที่มาแรงที่สุดในขณะนี้

ผลิตภัณฑ์จาก SERGIS เป็นผลิตภัณฑ์ของสมุนไพรที่เอาไว้บำรุงตับ และเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่มาแรงที่สุดในขณะนี้ เพราะได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคที่่รักสุขภาพทั่วโลก

การที่เป็นโรคตับอักเสบแบบเฉียบพลันจะไม่เหมือนกับโรคตับอักเสบแบบอื่นๆ คือ จะแสดงอาการออกมาให้เรารู้ตัวแล้วเมื่อเราไปหาหมอ ก็ทานยาตามที่หมอสั่งหรือ ทางวิตามินทั่วไปก็จะหายเองได้

แต่ถ้าเป็นโรค 4 โรค ไวรัสบี ไวรัสซี แอลกอฮอล์ ไขมันตับ ตามนี้ จะไม่เหมือนกัน คือเป็นแล้วจะไม่หาย โรคเหล่านี้จะแอบไปเรื่อยๆ อยู่กับตัวของคุณ 10 ปี 20 ปี ก็ไม่หาย จะแฝงตัวอยู่ภายในไม่ให้ตุณรู้ตัวว่ามีโรคนี้อยู่ ถ้าไม่ตรวจก็จะไม่เจอเลยก็ว่าได้ และ เมื่อเป็นแบบนี้ไปนานๆ

สิ่งที่จะตามมาก็คือภาวะโรคตับแข็ง แต่การที่จะเป็นโรคตับอักเสบเฉียบพลันนั้น จะหายทุกคน ถ้าบางคนเกิดเป็นแบบรุนแรงก็อาจจะถึงกับความตายได้ ขึ้นอยู่กับการที่คุณเป็นแล้วไปหาหมอทันเวลาหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นคนที่เสพติดการกินยาสมุนไพร หรือ เชื่อว่ายาสมุนไพรนั้นทานเข้าไปแล้วจะทำให้ร่างกายของคุณดี แข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วยอะไร และ คุณก็ตะบีตะบัน กินไปเรื่อยๆ ไม่มีการหยุดพักซัก เดือนเลย คุณรู้ไหมว่าการกระทำแบบนี้จะทำให้ค่าเอ็มไซตับ หรือ เรียกง่ายๆว่าค่าตับเพิ่มขึ้น และ ค่านี้จะเป็นเหมือนกับ มอนิเตอร์การทำงานของตับ ยิ่งค่านี้เยอะ แปลว่าตับของคุณทำงานหนักมากๆ

ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับคุณน้ำสารๆอาหารต่างๆไปเข้าโรงงานที่เรียกว่าตับ ซึ่งเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง คุณนำสารอาหารให้ตับไปตรวจสอบอยู่ตลอดโดยไม่มีเดือนไหน ให้โรงงานตับแห่งนี้ได้หยุดพักแลย จึงทำให้ตับทำงานอยู่ตลอดเวลาถึงตับจะเป็นอวัยวะที่อดทนมากแค่ไหน วันนึงตับก็พังได้ เหมือนคุณเปิดเครื่องยนต์เครื่องนึงทำงานตลอด บ้างที่เครื่องยนต์นั้นก็ร้อน และ ถ้าคุณไม่ได้ทำการปิดพักให้กับเครื่องยนต์นั้น ก็จะทำให้พังได้เหมือนกัน

รู้ทันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคหนองใน เกิดจากเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดอาการระคายเคือง แสบขัดเวลาปัสสาวะ และมีหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ อาจจะทำให้เกิดการอักเสบในช่องท้อง หรือเป็นหมันหากไม่ได้รับการรักษา

โรคหนองในเทียม ทำให้มีอาการแสบปลายท่อปัสสาวะ ปัสสาวะขัดและมีหนองไหล และมีมูกออกเล็กน้อยโดยเฉพาะในช่วงเช้า ส่วนผู้หญิงอาจมีอาการตกขาวผิดปกติ
โรคแผลริมอ่อน ทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ บวม และเจ็บ บางคนมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบหรือที่ชาวบ้านเรียกไข่ดันบวม หากไม่รักษาหนองจะแตกออกจากต่อมน้ำเหลือง มักมีหลายแผล ขอบแผลนุ่มและไม่เรียบ ก้นแผลสกปรกมีหนอง มีเลือดออกง่าย เวลาสัมผัสเจ็บปวดมาก

โรคเริมที่อวัยวะเพศ เกิดจากเชื้อไวรัส มีอาการปวดแสบบริเวณขา ก้น หรืออวัยวะเพศ มีผื่นเป็นตุ่มน้ำใส แผลหายได้เองใน 2-3 สัปดาห์ แต่เชื้อยังอยู่ในร่างกาย และจะกลับมาเป็นใหม่เมื่อร่างกายอ่อนแอ

โรคหูดหงอนไก่ เกิดจากไวรัส ลักษณะเป็นติ่งเนื้ออ่อน ๆ สีชมพูคล้ายหงอนไก่ ชอบขึ้นที่อุ่นและอับชื้น ในผู้ชายมักพบที่บริเวณใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย ท่อปัสสาวะ และอัณฑะ ส่วนผู้หญิงจะพบที่ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ปากทวารหนัก และฝีเย็บ การตั้งครรภ์จะทำให้หูดโตเร็วกว่าปกติ ถ้าไม่รีบรักษาจะเป็นมากขึ้นและยากต่อการรักษา และทารกอาจติดเชื้อได้ขณะคลอด

โรคซิฟิลิส เป็นโรคอันตรายและเรื้อรัง สามารถเป็นติดต่อยาวนานกว่า 2 ปี เริ่มแรกจะเป็นก้อนแข็ง แต่ไม่เจ็บที่บริเวณอวัยวะเพศ หากไม่รักษาจะกลายเป็นระยะที่สองที่เรียกว่า เข้าข้อหรือออกดอก ถ้าทิ้งไว้นานจะทำให้เกิดโรคในระบบอวัยวะต่างๆ ของร่างกายหลายระบบ ทั้งซิฟิลิสระบบหัวใจและหลอดเลือด ซิฟิลิสระบบประสาท ที่สำคัญคือมารดาที่เป็นโรคซิฟิลิสจะถ่ายทอดเชื้อโรคสู่ทารกในครรภ์ได้

โลน เกิดจากแมลงตัวเล็กที่เรียกว่า pediculosis pubis อาศัยอยู่ที่ขนหัวเหน่า ไข่โลนมีสีขาวรูปร่างรี มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ส่วนตัวโลนเมื่อกินเลือดเต็มที่จะออกสีน้ำตาล ชอบไชตามรากขนอ่อน ดูดเลือดคนเป็นอาหาร ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการคัน เมื่อเกาจะทำให้เชื้อแพร่ไปยังบริเวณอื่น ติดต่อได้จากการสัมผัสทางเพศกับผู้ป่วย หรือใช้กางเกงในร่วมกัน

ไม่อ้วนไม่ผอม รู้จักควบคุมน้ำหนัก

การรักษาน้ำหนัก

อาหารที่เรารับประทานเข้าไป จะใช้เป็นพลังงานในการดำเนินชีวิต เช่นใช้หล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ใช้ในการเดิน การหายใจ การทำงาน แต่ถ้าหากเรารับประทานอาหาร ที่มีพลังงานมากกว่า ที่เราใช้ส่วนเกินของพลังงาน จะสะสมในรูปไขมัน ผลทำให้น้ำหนักท่านเพิ่ม

ท่านผู้อ่านควรที่จะรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกต ิคือดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 20-20 กก./ตารางเมตร หากต่ำกว่านี้ร่างกายอาจจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หากมากกว่านี้อาจจะทำให้เกิดโรคต่างๆเช่น โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง

โรคอ้วนทำให้เกิดโรคอะไร

คนอ้วนมักจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรค ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนั้นโรคอ้วนยังเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งได้หลายชนิด

การลดน้ำหนัก

วิธีลดน้ำหนักที่ดีที่สุดคือการลดพลังงานจากอาหาร และการออกกำลังกายหรืออาจจะทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน

  1. ลดพลังงานจากอาหาร
  • รับประทานอาหารพวกผักผลไม้ให้มาก ไม่ปรุงอาหารด้วยไขมัน
  • ลดอาหารไขมัน เช่นอาหารทอด ผัด เช่นปาท่องโก๋ กล้วยทอด ไก่ทอด ฟิซซ่า โรตี กะทิ
  • ดื่มนมพร่องมันเนย งดเนย
  • ลดการบริโภคน้ำตาล ของหวาน
  • ลดสุรา

2. การออกกำลังกาย

  • ใช้การเดินแทนการนั่งรถ
  • ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์
  • ไปเล่นกับลูก ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน

โรคใหม่ โรคเอ็มเอ็ม รู้ทันแก้ไขทัน

         

              โรคเอ็มเอ็ม เป็นอีกหนึ่งโรคร้ายที่หลายคนยังไม่คุ้นเคยนัก โดยโรคดังกล่าวเป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดความผิดปกติของร่างกายและส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตได้

               โรคเอ็มเอ็มมีชื่อเต็มว่า Multiple Myeloma คือโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยา เกิดจากความผิดปกติของพลาสมาเซลล์ ซึ่งเป็นกลุ่มของเซลล์เม็ดเลือดขาว ในผู้ป่วยโรคเอ็มเอ็มพลาสมาเซลล์จะมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติไป ส่งผลให้เกิดความผิดปกติในร่างกายตามมา

โดยพลาสมาเซลล์ที่เติบโตผิดปกติจะเกิดขึ้นในไขกระดูก ซึ่งในไขกระดูกมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด หากเกิดความผิดปกติขึ้นที่บริเวณนี้ จะส่งผลให้ร่างกายขาดเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ทำให้เกิดภาวะต่าง ๆ ตามมา ได้แก่ หากร่างกายขาดเม็ดเลือดแดง จะเกิดอาการซีด อ่อนเพลีย และเหนื่อยง่าย หากขาดเกล็ดเลือดจะเกิดภาวะเลือดออกมากผิดปกติ เพราะเกล็ดเลือดมีหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด และเมื่อร่างกายขาดเม็ดเลือดขาว จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันบกพร่อง ส่งผลให้ร่างกายเกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้พลาสมาเซลล์ที่เติบโตผิดปกติยังส่งผลให้ภูมิคุ้มกันสร้างโปรตีนมากขึ้น ทำให้เลือดมีลักษณะข้นหนืดและก่อให้เกิดภาวะอุดตันที่ส่วนต่าง ๆ ตามมา หากอุดตันที่สมอง จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง หากอุดตันที่ไตอาจส่งผลให้ไตวายได้ในที่สุด ไม่เพียงเท่านั้นโรคเอ็มเอ็มยังทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้ อันเนื่องมาจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเซลล์ ส่งผลให้เกิดการสร้างสารเคมีชนิดหนึ่งที่ไปกระตุ้นการสร้างเซลล์ชนิดที่ทำลายกระดูก

โรคเอ็มเอ็ม มักเกิดกับผู้สูงอายุ อายุเฉลี่ยของคนไข้โรคเอ็มเอ็มในประเทศไทยอยู่ที่ 59 ปี นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งทำอาชีพที่ใกล้ชิดกับสารเคมีประเภทยาฆ่าแมลง (เกษตรกร) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าปัจจัยใดเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเอ็มเอ็ม เบื้องต้นได้มีการสันนิษฐานว่าเมื่ออายุมากขึ้นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคก็มากขึ้นด้วย และสารเคมีประเภทยาฆ่าแมลงอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคนี้ได้

เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น อาจมีความเสื่อมในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงระบบการแบ่งเซลล์ จึงอาจเกิดความผิดปกติของการแบ่งเซลล์ที่พลาสมาเซลล์และทำให้กลายเป็นโรคเอ็มเอ็มได้

สำหรับการสันนิษฐานเกี่ยวกับสารเคมี คือสารเคมีอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสารพันธุกรรมได้ จึงทำให้เกิดเซลล์ชนิดร้ายกลายเป็นเซลล์มะเร็งในไขกระดูก เกิดเป็นโรคเอ็มเอ็มในที่สุด

สถิติของการเกิดโรคเอ็มเอ็มในประเทศไทย พบผู้ป่วยรายใหม่โดยเฉลี่ยต่อปี 300-400 ราย และพบผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าวเป็นอัตรา 0.5-1% ของประชากรทั้งประเทศ อัตราที่พบในผู้หญิงและผู้ชายเท่ากัน และอายุโดยเฉลี่ยที่พบคือ 59 ปี

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเอ็มเอ็ม ได้แก่ ภาวะกระดูกพรุนหรือกระดูกผุ ไตวายเฉียบพลัน เกิดภาวะซีด เลือดออกผิดปกติ และร่างกายติดเชื้อได้ง่าย

ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์มักพบด้วยอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ภาวะซีด หรืออาการอื่น ๆ และตรวจพบว่าเป็นโรคเอ็มเอ็ม หากตรวจพบว่าเป็นโรคเอ็มเอ็ม แพทย์จะทำการประเมินความรุนแรงและทำการรักษา สามารถรักษาได้ 3 วิธี ได้แก่ การให้ยาเคมีบำบัด การฉายแสง และการปลูกถ่ายไขกระดูก